สมาชิก   

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

  มนตราบำบัด

  หน้าแรก

  แนะนำมนตราบำบัด
  ปฐมบทแห่งมนตราบำบัด

  มนตรา ร่างกาย และการบำบัด

 
 

  

ปฐมบทแห่งมนตราบำบัด
 
"เสียง" คือ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ "มนตรา" ทรงอานุภาพ

 

อักขระแต่ละตัวที่เปล่งออกมาเป็นคำสวดนั้น ล้วนมีพลังการสั่นสะเทือนในตัวของมันเอง โดยวิทยาศาสตร์อธิบาย

ให้เราได้เห็นถึงธรรมชาติของเสียงว่า เป็นความรู้สึกซึ่งรับรู้ได้ทางหู และเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศโดย

รอบ เสียงเดินทางช้ากว่าแสงคือมีความเร็ว 1,100 ฟุต (332 เมตรต่อวินาที) ด้วยความเร็วระดับนี้ ทำให้เสียงมี

คุณสมบัติในการแทรกตัวเข้าไปในสารต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ และไม่ได้เพียงแทรก

ผ่านเท่านั้น แต่ยังสามารถเลี้ยวลัดเลาะไปในทิศทางต่างๆ ได้หลายทิศทางอีกด้วย หากรู้จักใช้ประโยชน์จากเสียง

ให้เหมาะสม เสียงก็จะมีอิทธิพลต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมาก

 

เสียงจากภายใน

 

ทุกวันนี้ที่เรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอวัยวะทุกส่วนในร่างกายต่างประสานร่วมกันทำงาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ ก่อ

ให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงเกิดขึ้น ดังนั้น เสียงจึงไม่ได้มาจากภายนอกเท่านั้น แต่เรายังได้ยินเสียงจาก

ภายในร่างกายเราอีกด้วย มีการทดลองหนึ่งซึ่งทำให้เราทราบถึงนัยสำคัญบางอย่างของเสียง โดยการทดลองนี้จะ

ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทางวิทยาศาสตร์เข้าไปอยู่ในห้องทดลองที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ให้มีเสียงใดๆ

เล็ดลอดเข้าไปได้ ผลคือบางคนในกลุ่มเผยว่าพวกเขามีประสบการณ์ในการได้ยินเสียงสะท้อนที่แทรกตัวขึ้นจาก

หนึ่งหรือหลายๆ เสียงที่มาจากภายในร่างกายของพวกเขา จากคำยืนยันของผู้เข้ารับการทดลองเหล่านี้ สรุปได้ว่า

ร่างกายของคนเรามีการเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเสียงซึ่งตามปกติถูกธรรมชาติอันวุ่นวายในการดำรงชีิวิตของเรา

มาบดบังไว้

 
มนตราและคลื่นสมอง
 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเสียงทุ้มต่ำที่เกิดจากการสวดมนตราในระหว่างการ

ทำสมาธิและคลื่นสมอง ผลจากการใช้เครื่องสแกนสมอง ได้จำแนกคลื่นสมองที่แตกต่างกันออกเป็น 4 ชนิด คือ คลื่นเบต้า แอลฟ่า เธต้า และเดลต้า คลื่นสมองแต่ละชนิดมีความยาวคลื่น ความถี่ ความกว้าง และคาบเวลาที่

แตกต่างกัน คลื่นเบต้าเป็นตัวแทนของจิตสำนึกระดับปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถูกรบกวน และมีความถี่รวมถึง

การสั่นสะเทือนที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะจิตสำนึกจะรับสัญญาณต่างๆ จากภายนอกตลอดเวลา แต่เมื่อทำสมาธิด้วย

เทคนิคที่เหมาะสม เวลาที่ใช้ในการทำสมาธิด้วยการสวดมนตรา จะทำให้คลื่นสมองของเราราบเรียบและสงบระงับ

 

มนตราและจักระ

 

กล่าวกันว่าโยคีในสมัยโบราณได้ถ่ายทอดเสียงที่ตนได้ยินจากภายในร่างกายออกมาเป็นถ้อยคำในภาษาสันสกฤต

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าอักษรสันสกฤตแต่ละตัวเป็นตัวแทนของการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในร่างกาย และเป็นตัวแทน

ของพลังที่ปลอดปล่อยออกมาจากจักระเหล่านั้น ด้วยธรรมชาติอันงดงามและน่าอัศจรรย์ของภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็น

ที่มาของ "มนตรา" และ "มนตราบำบัด"

 

มนตราซึ่งสวดกันเป็นมนต์คาถา สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าที่เขียนขึ้นเป็นภาษาสันสกฤตนั้น หากสวดอย่างต่อเนื่องจะ

ช่วยให้จิตที่กระสับกระส่ายสงบลงได้ เพราะเสียงทุกเสียงที่เปล่งออกมาล้วนมีพลังมากจนเข้าไปถึงจักระและส่งผล

ต่อจักระได้ (ดูเรื่องจักระเพิ่มเติม)

 

ทั้งนี้ เนื่องจากเสียงสวดมนตราจะทำให้เกิดเสียงทุ้มต่ำ (เสียงในลำคอที่มีการลากเสียงยาวต่อเนื่องและต่ำ) ซึ่งนับ

เป็นเสียงพื้นฐานของดนตรีบำบัด เสียงรองหรือเสียงที่สอดคล้องซึ่งอยู่เหนือเสียงพื้นฐานนั้นๆ ขึ้นไปอีกมากมาย

หลายระดับชั้น จะช่วยให้พลังของเสียงนั้นเข้มข้นขึ้น เพราะเสียงในระดับที่สูงขึ้นจะมีการสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นเป็น

หลายเท่าของการสั่นสะเทือนของเสียงพื้นฐาน ร่างกายและหูของเราจะตอบสนองต่อระดับเสียงพื้นฐานอย่างฉับพลัน

ทันที ในขณะที่เสียงในระดับสูงขึ้นจะส่งผลอันมหัศจรรย์ต่อเราอย่างนุ่มนวล โดยจะช่วยปรับสมดุลพลังร่างกายคือ

จักระและสนามพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (ออร่า) รอบนอกตัวเราได้

 

เสียงทุ้มต่ำที่เกิดโดยการสวดมนตราเป็นตัวหลักสำคัญของการบำบัดด้วยการทำสมาธิ เนื่องจากเป็นการอาศัย

คลื่นเสียงให้ช่วยส่งต่อพลังงานไปนวดร่างกายของมนุษย์ และขยายปฏิกิริยาต่อเนื่องสู่จักระในร่างกาย ซึ่งควบคุม

การเคลื่อนย้ายของพลังงานทั่วร่างกาย

 

นับจากแหล่งกำเนิดอันเป็นปริศนาของอักษรภาษาสันสกฤตจน การเรียนรู้ถึงผลกระทบที่มีต่อการบำบัดร่างกาย ด้วยการท่องมนตราสันสกฤต มาจนถึงการเรียนรู้ถึงเส้นทางการเดินทางของพลังในร่างกาย และทำให้เราตระหนัก ถึงวิธีใช้คุณลักษณะพิเศษของเสียงเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่สุขภาพของเรา และเพื่อให้เราสื่อสารกับธรรมชาติ ที่มีอยู่ภายในตัวเราได้ มนตราบำบัดจะเปิดมุมมอง เปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้กับสิ่งที่มนุษย์ปัจจุบันคิดว่าเหลวไหล

และงมงายด้วยวิทยาศาสตร์สุขภาพสมัยใหม่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับการรักษาบำบัดในปัจจุบัน

 

เนื้อหาภายในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของอายุยืนดอทคอม ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่บุคคลทั่วไป หากท่านนำเนื้อหาส่วนหนึ่ง ส่วนใดของเว็บไซต์ไปใช้เพื่อเผยแพร่ต่อกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา หากต้องการนำไปใช้เพื่อการศึกษาหรือเป็นวิทยาทาน ติดต่อได้ที่ webmaster@ayuyuen.com หรือ stonemuseum@gmail.com