สมาชิก   

 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

  มนตราบำบัด

  หน้าแรก

  แนะนำมนตราบำบัด

  ปฐมบทแห่งมนตราบำบัด

  มนต์ปลุกพลัง เมตตา แคล้วคลาด

 
 

  

แนะนำมนตราบำบัด
 
อะไรคือมนตราบำบัด?
 

มนตราบำบัดเป็นรากฐานของดนตรีบำบัด ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นมานานนับพันปี และเกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะรู้จักใช้

เครื่องดนตรีใดๆ หลักการสำคัญของมนตราบำบัด คือ การใช้คลื่นเสียงที่ประกอบด้วยพลังปราณยามสวดมนต์ ประกอบกับการทำสมาธิและการตีลัญจกรอย่างถูกต้อง ช่วยเหนี่ยวนำการเรียงตัวของโมเลกุลที่ผิดปกติในร่างกาย ให้กลับมามีความสมดุล และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยปรับสมดุลปราณและจักระทั้ง 7 ในร่างกายไปในคราวเดียวกัน

 

สำหรับคนรุ่นใหม่ การรักษาฟื้นฟูสุขภาพด้วยวิถีแห่งธรรมชาติบำบัดดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้คำอธิบาย การส่วดมนต์

ช่วยให้คนมีสุขภาพแข็งแรงกลายเป็นเรื่องงมงาย ทั้งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนมีที่มาที่ไป เป็นความเข้าใจที่อธิบาย

ได้ด้วยหลักแห่งวิทยาศาสตร์ น่าเสียดายที่ความเข้าใจดังกล่าวแทบจะไม่มีการถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานในยุคปัจจุบัน

ความสำคัญในการเข้าวัดฟังธรรมและการสวดมนต์จึงลดน้อยถอยลงไปด้วย เพราะไม่มีใครสามารถให้คำตอบแก่เด็ก

รุ่นใหม่ๆ ได้ว่า การสวดมนต์สำคัญต่อตัวเขาอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

การสวดมนต์เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ใช้พลังจากธรรมชาติเข้ามาบำบัดรักษาผู้ป่วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือคนส่วน

ใหญ่ไม่มีความเชื่อในการกระทำดังกล่าว และแม้จะเชื่อแต่ก็ให้เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ไปเสีย อีกปัญหาหนึ่งคือการ

สวดมนต์ที่จะเป็นการสวดเพื่อรักษาโรคนั้นจะต้องมีแบบแผนและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

จำเป็นต้องรู้ที่มาแหล่งพลังงานที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคในขณะที่สวดมนต์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกันกับองค์ความรู้

ของศาสตร์ธรรมชาติบำบัดอื่นๆ ด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)

 

พลังจากธรรมชาติมีผลอย่างไรต่อการสวดมนต์?

 

การสวดมนต์ที่ถูกต้องก่อให้เกิดคลื่นเสียง (wavelenght) ซึ่งเป็นคลื่นพลังอย่างหนึ่งเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น คนที่

ธาตุไฟเด่นถ้าออกเสียงที่เป็น "อา" มากๆ จะดีกับระบบการทำงานของร่างกาย เพราะเสียงดัีงกล่าวช่วยกระตุ้นธาตุไฟ

แม้แต่ตัวโน้ตสากลอย่าง โด เร มี ฟา ซอล ก็ช่วยกระตุ้นธาตุภูมิในร่างกายของมนุษย์ได้ เช่น คนที่ธาตุไฟเด่นหากใช้

เสียง "ลา" จะช่วยกระตุ้นการทำงานในร่างกายได้เช่นเดียวกัน ที่เป็นดังนั้นเนื่องจากเสียงที่เปล่งออกมาย่อมมีบันได เสียงหรือโน้ตที่ช่วยกระตุ้นธาตุไฟในร่างกาย การสวดมนต์นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าวิจัยที่จะนำเอา คลื่นเสียงแต่ละรูปแบบ มาช่วยในการบำบัดรักษา และท้ายสุดก็กลายเป็นดนตรีบำบัดในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือมนตราก็ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่

 

การสวดมนต์เป็นการเหนี่ยวนำอากาศและพลังงานไร้รูปเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ นอกจากนั้น ทุกครั้งที่สวดมนต์จะมีการ

ชักนำให้เกิดเส้นทางเดินกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายของเรา หรือการเดินลมปราณในร่างกายขึ้น ซึ่งลมปราณ

ดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงซ่อมแซมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่บกพร่องได้

 

การสวดมนต์รักษาโรคมีมาแต่โบราณและก็ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วคนโบราณจะสวดมนต์เพื่อ

1. ทำน้ำมนต์รักษาโรคให้ดื่ม พรม อาบ เพื่อเหนี่ยวนำโมเลกุลในร่างกาย

2. เพื่อเขียนยันต์ ฮู้ หรือทำเครื่องรางของขลังต่างๆ สำหรับข้อนี้ผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่าการทำเครื่องรางของขลัง

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น แท้ที่จริงคือการทำวัตถุสิ่งของเพื่อให้รองรับคลื่นพลังงานจากธรรมชาติ หากเปรียบเทียบกับ

หลักการทางวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับว่าเราต้องสร้างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับคลื่นสัญญาณที่มีอยู่แล้วใน

ธรรมชาตินั่นเอง เหมือนกับการที่เราีมีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรับคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ

 

คำถามสำคัญที่ตามมา คือ เครื่องรางของขลังนี้ทำขึ้นเพื่อรับพลังงานจากธรรมชาติเท่านั้นหรือเปล่า...

 

อันที่จริงแล้วของขลังเหล่านี้สามารถบรรจุคลื่นพลังงานของผู้สร้าง เรียกกันว่าการตัดถ่ายพลังลงวัตถุ ดังนั้น หากคนทำมีพลังแตกต่างกันย่อมให้ผลที่ต่างกัน และนี่คือที่มาว่าทำไมของขลังชิ้นนี้ให้ผลดีกว่าชิ้นนั้น หรือศักดิ์สิทธิ์กว่า เป็นต้น แท้ที่จริงแล้วคำว่า "ศักดิ์สิทธิ์" ขึ้นอยู่กับว่าอันไหนมีสนามพลังมากกว่ากันนั่นเอง สิ่งเหล่าีนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายและสามารถพิสูจน์ได้แล้วด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าเครื่องตรวจวัด สนามพลังแม่เหล็กไฟฟ้า

 

มันจะเป็นการดีกว่าหรือไม่หากเราจะเรียนรู้ที่จะใช้และสร้างสนามพลังงานเหล่านั้นด้วยการสวดมนต์ที่ถูกต้องด้วย

ตัวเราเอง โดยเฉพาะการนำมาใช้เพื่อการดูแลรักษาสุขภาพในชีวิตประจำวัน

 

 


เนื้อหาภายในเว็บไซต์เป็นลิขสิทธิ์ของอายุยืนดอทคอม ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่บุคคลทั่วไป หากท่านนำเนื้อหาส่วนหนึ่ง ส่วนใดของเว็บไซต์ไปใช้เพื่อเผยแพร่ต่อกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา หากต้องการนำไปใช้เพื่อการศึกษาหรือเป็นวิทยาทาน ติดต่อได้ที่ webmaster@ayuyuen.com หรือ stonemuseum@gmail.com